เปิดโลกจิตวิทยา: ไขปริศนาไซโคพาธ vs โซซิโอพาธ ที่คุณไม่คว...

เปิดโลกจิตวิทยา: ไขปริศนาไซโคพาธ vs โซซิโอพาธ ที่คุณไม่ควรมองข้าม

webmaster

사이코패스와 소시오패스의 차이 - **Prompt 1: The Observing Strategist**
    "A sophisticated individual, appearing to be in their lat...

ในยุคที่เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนหลากหลายรูปแบบ การทำความเข้าใจพฤติกรรมและความคิดของคนรอบข้างจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเลยนะคะ โดยเฉพาะกับคำว่า “ไซโคพาธ” (Psychopath) และ “โซซิโอพาธ” (Sociopath) ที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ในข่าวอาชญากรรม หรือแม้กระทั่งในซีรีส์ต่างๆ จนบางทีก็ทำให้เราเผลอคิดไปว่าคนกลุ่มนี้จะต้องน่ากลัว หรือเป็นคนไม่ดีเสมอไป ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีความแตกต่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นเยอะเลยค่ะหลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าสองคำนี้มันเหมือนกันหรือต่างกันยังไงนะ?

คนธรรมดาอย่างเราๆ มีโอกาสที่จะกลายเป็นไซโคพาธได้ไหม? แล้วอาการแบบไหนกันแน่ที่บ่งบอกว่าคนคนหนึ่งเป็นไซโคพาธหรือโซซิโอพาธกันแน่ เพราะบางทีพฤติกรรมบางอย่างที่ดูเผินๆ อาจคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วมีที่มาที่ไปและลักษณะเฉพาะที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ไม่ได้แค่ทำให้เรารู้เท่าทันคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เรามองเห็นมิติของจิตใจมนุษย์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นด้วยนะคะ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วเรามาไขความลับของสองบุคลิกภาพที่น่าสนใจนี้ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ!

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้จะขอชวนมาคุยเรื่องที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ อย่าง “ไซโคพาธ” กับ “โซซิโอพาธ” กันนะคะ พอพูดถึงสองคำนี้ หลายคนคงนึกถึงภาพในหนังหรือซีรีส์แนวดาร์กๆ ใช่ไหมล่ะคะ?

บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าคนพวกนี้ต้องเป็นคนน่ากลัว หรือต้องเป็นฆาตกรต่อเนื่องเท่านั้นรึเปล่า? ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านั้นเยอะเลยค่ะ และที่สำคัญคือบางทีคนที่เราเจอในชีวิตประจำวันก็อาจจะมีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกันได้ แต่เราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าสองคำนี้มันต่างกันยังไง แล้วเราจะสังเกตได้จากอะไรบ้าง มาไขความลับของสองบุคลิกภาพที่ซับซ้อนนี้ไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ!

เปิดมุมมองใหม่: ตัวตนที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

사이코패스와 소시오패스의 차이 - **Prompt 1: The Observing Strategist**
    "A sophisticated individual, appearing to be in their lat...

ความแตกต่างที่ต้นตอ: กำเนิดกับสิ่งแวดล้อม

เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าไซโคพาธกับโซซิโอพาธเนี่ย ถึงแม้จะดูคล้ายกันมากๆ จนบางทีเราก็เผลอเรียกเหมารวมกันไปเลย แต่จริงๆ แล้วมันมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเลยนะ!

เท่าที่ฉันศึกษาและได้ลองพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญมา (แน่นอนว่าไม่เปิดเผยตัวตนนะคะ เพื่อความเป็นส่วนตัว) ไซโคพาธเนี่ย เขาเชื่อกันว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางชีวภาพและพันธุกรรมค่ะ เหมือนเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ บางงานวิจัยถึงขั้นบอกว่ามีความผิดปกติของสมองส่วนหน้าและส่วนอะมิกดะลา ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจ ทำให้คนกลุ่มนี้มีโครงสร้างสมองที่ไม่เหมือนคนทั่วไป ส่งผลให้ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นโดยพื้นฐานจริงๆ คือเขาไม่สามารถรู้สึกถึงความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างลึกซึ้งนั่นแหละค่ะ ซึ่งต่างจากโซซิโอพาธลิบลับเลยนะ เพราะโซซิโอพาธเนี่ย นักจิตวิทยาส่วนใหญ่จะมองว่ามีสาเหตุหลักๆ มาจากปัจจัยภายนอก หรือสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมเขาขึ้นมา อย่างเช่น การเลี้ยงดูในวัยเด็กที่อาจจะถูกทอดทิ้ง ถูกทารุณกรรม หรือเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเด็กคนหนึ่งต้องเจอแต่เรื่องร้ายๆ มาตั้งแต่เล็กๆ มันก็อาจจะทำให้เขาต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จนกลายเป็นคนที่แข็งกระด้างและขาดความเห็นใจในที่สุดนั่นเองค่ะ “ไซโคพาธ is born, โซซิโอพาธ is raised” คำนี้แหละที่สรุปได้ดีที่สุดเลย

ลักษณะนิสัยที่ไม่เหมือนกัน: เยือกเย็น vs หุนหันพลันแล่น

พอต้นกำเนิดต่างกัน พฤติกรรมที่แสดงออกก็ย่อมต่างกันด้วยค่ะ ไซโคพาธที่เรามักจะเห็นในหนังหรือในข่าวอาชญากรรมเนี่ย เขาจะมีลักษณะที่ค่อนข้างสุขุม เยือกเย็น และควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีมากๆ เลยนะคะ เหมือนเขาสามารถสวมหน้ากากเป็นคนปกติได้อย่างแนบเนียน ไม่มีใครจับได้เลยว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นซ่อนอะไรไว้ เขาฉลาดหลักแหลม ชอบวางแผน และใช้เสน่ห์แบบผิวเผิน (Superficial Charm) ในการหลอกล่อหรือบงการคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง คือเวลาเขาพูดจาหว่านล้อมเนี่ยเราจะรู้สึกเชื่อและคล้อยตามไปง่ายๆ เลยล่ะค่ะ บางคนถึงขั้นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูงมากๆ ด้วยบุคลิกแบบนี้ก็มีนะ ส่วนโซซิโอพาธเนี่ยจะตรงกันข้ามเลยค่ะ เขาจะมีความหุนหันพลันแล่น ใจร้อน และควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าไซโคพาธ บางทีอาจจะแสดงความก้าวร้าวหรือความรุนแรงออกมาได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ ซึ่งทำให้พฤติกรรมของโซซิโอพาธคาดเดาได้ยากกว่า และมักจะเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบหรือการตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้ามากกว่าการวางแผนระยะยาว คือถ้าเทียบกันแล้ว ไซโคพาธจะดูเหมือน “นักล่า” ที่สุขุมและรอจังหวะ ส่วนโซซิโอพาธจะเหมือน “นักสู้” ที่พร้อมปะทะทุกเมื่อที่รู้สึกไม่พอใจนั่นเองค่ะ

แกะรอยพฤติกรรม: สังเกตอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

การหลอกลวงและการบงการ: เกมของคนไร้ใจ

เชื่อไหมคะว่าคนเหล่านี้เก่งเรื่องการโกหกมากๆ เลย ไซโคพาธเนี่ยเขาจะโกหกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกผิด ไม่กระพริบตา และมักจะใช้การโกหกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี หรือเพื่อบงการให้คนอื่นทำในสิ่งที่เขาต้องการ ฉันเคยเจอคนประเภทนี้มาเหมือนกันค่ะ เขาจะพูดจาหว่านล้อมเก่งมากๆ ให้เราตายใจ แล้วสุดท้ายก็หลอกใช้เราจนเราแทบจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย พอรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกเจ็บใจและเสียความรู้สึกมากๆ เลยค่ะ เพราะเราเชื่อใจเขาไปแล้วไงคะ ส่วนโซซิโอพาธเองก็ชอบโกหกเหมือนกัน แต่บางครั้งเขาอาจจะยังพอมีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง แม้ว่าจะเลือกที่จะไม่สนใจก็ตาม คือเขารู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ก็ยังเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำอยู่ดีนั่นแหละค่ะ บางทีการโกหกของโซซิโอพาธอาจจะไม่ได้ซับซ้อนเท่าไซโคพาธ และอาจจะทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำของตัวเองมากกว่าการวางแผนระยะยาว ทั้งสองแบบนี้ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่อันตรายและทำให้คนรอบข้างได้รับความเสียหายได้ง่ายๆ เลยนะคะ เราต้องระวังตัวให้ดีมากๆ เลยค่ะ

มโนธรรมกับความสำนึกผิด: เส้นแบ่งที่มองไม่เห็น

จุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนและสำคัญมากๆ เลยก็คือเรื่องของ “มโนธรรม” และ “ความสำนึกผิด” ค่ะ ไซโคพาธเนี่ยเขาจะขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างสิ้นเชิงจริงๆ เขาไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้เลยแม้แต่น้อย และที่น่าตกใจคือเขาจะไม่รู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองเลย ไม่ว่าจะทำเรื่องเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม เหมือนกับว่าสมองส่วนที่รับผิดชอบเรื่องพวกนี้มันไม่ทำงานนั่นแหละค่ะ ฉันเคยอ่านเจอมาว่าสมองส่วนอะมิกดะลาของคนที่เป็นไซโคพาธจะเล็กกว่าคนทั่วไปด้วยนะ คือเขาจะทำสิ่งต่างๆ โดยคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนหรือเจ็บปวดแค่ไหนเลย

ลักษณะ ไซโคพาธ (Psychopath) โซซิโอพาธ (Sociopath)
สาเหตุหลัก เชื่อว่าเกิดจากพันธุกรรมและความผิดปกติทางสมอง (Born) เชื่อว่าเกิดจากสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดูที่รุนแรง/ละเลย (Raised)
การแสดงอารมณ์ เยือกเย็น สุขุม ควบคุมอารมณ์ได้ดี หุนหันพลันแล่น ใจร้อน ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี
ความเห็นอกเห็นใจ/สำนึกผิด ขาดอย่างสิ้นเชิง ไม่รู้สึกผิด อาจมีความรู้สึกผิดบ้าง แต่เลือกที่จะไม่สนใจ
การหลอกลวง ฉลาด วางแผนเก่ง ใช้เสน่ห์บงการ อาจโกหกเพื่อเลี่ยงผลกระทบ ไม่ซับซ้อนเท่า
การปรับตัวในสังคม ปรับตัวได้ดี กลมกลืนเหมือนคนปกติ มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ ถอดตัวจากสังคม
แนวโน้มความรุนแรง วางแผนอย่างรอบคอบ ใช้ความรุนแรงตามแผน มักใช้ความรุนแรงแบบหุนหันพลันแล่น
Advertisement

แต่สำหรับโซซิโอพาธเนี่ย เขายังพอจะมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง และสามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นมันผิดนะ เพียงแต่เขากลับเลือกที่จะไม่สนใจความรู้สึกเหล่านั้น เพราะความต้องการของตัวเองมันสำคัญกว่านั่นเองค่ะ มันเหมือนกับการที่เขามีปุ่ม “ผิดชอบชั่วดี” อยู่ในใจ แต่เลือกที่จะกดปิดมันไว้แค่นั้นเอง ซึ่งนี่แหละค่ะคือความแตกต่างที่สำคัญมากๆ ที่เราควรรู้ไว้เลย

การรับมือและป้องกันตัว: อยู่ห่างอย่างปลอดภัย

사이코패스와 소시오패스의 차이 - **Prompt 2: The Mask of Serenity**
    "A close-up portrait of a person's face (gender-neutral, matu...

เมื่อต้องเผชิญหน้า: สัญชาตญาณสำคัญที่สุด

บางทีเราก็หลีกเลี่ยงการเจอคนประเภทนี้ไม่ได้เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ในครอบครัว หรือแม้แต่เพื่อนบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือต้องเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองค่ะ ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ หรือรู้สึกว่าคนๆ นี้มีอะไรแปลกๆ ผิดปกติโดยที่หาเหตุผลไม่ได้เนี่ย ให้ระวังตัวไว้ก่อนเลยค่ะ อย่าเพิ่งหลงเชื่อคำพูดหวานๆ หรือท่าทางที่เป็นมิตรจนเกินไปนะคะ ไซโคพาธบางคนมีเสน่ห์ดึงดูดมากๆ พูดคุยเก่งจนทำให้เราตายใจได้ง่ายๆ เลย เวลาที่เขาพยายามมาตีสนิทหรือขอให้เราช่วยเหลืออะไร ให้ตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “ทำไมเขาถึงมาบอกเรา?” หรือ “ทำไมเขาถึงมาขอให้เราช่วย?” ถ้าเป็นไปได้ลองตรวจสอบข้อมูลหรือสิ่งที่เขาพูดกับคนอื่นๆ หรือในอินเทอร์เน็ตดูก่อนก็ได้นะคะ การรู้จักสังเกตพฤติกรรม เช่น เขามักจะโกหกบ่อยๆ ไหม?

หรือดูเหมือนจะไม่รับผิดชอบอะไรเลยรึเปล่า? ก็จะช่วยให้เราพอมองออกได้บ้างค่ะ

สร้างขอบเขตให้ชัดเจน: ปกป้องใจตัวเอง

เมื่อรู้แล้วว่าใครมีแนวโน้มที่จะเป็นไซโคพาธหรือโซซิโอพาธ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการสร้างขอบเขตให้ชัดเจนค่ะ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับพวกเขามากเกินไป และพยายามรักษาระยะห่างทั้งทางกายและใจ คือไม่ว่าเขาจะพยายามเข้ามาสนิทสนมแค่ไหน ก็ให้คิดไว้เสมอว่าความสัมพันธ์นี้อาจไม่ได้จริงใจอย่างที่เราคิดนะคะ เขาอาจจะเข้ามาเพื่อผลประโยชน์บางอย่างก็ได้ การวางตัวให้เป็นกลาง ไม่แสดงอารมณ์ร่วมมากเกินไป และไม่เปิดช่องให้เขาเข้ามาบงการได้ง่ายๆ จะช่วยปกป้องเราได้เยอะเลยค่ะ ฉันเข้าใจเลยว่าบางครั้งมันก็ยากนะที่จะต้องอยู่ร่วมกับคนแบบนี้ แต่การที่เราเข้าใจธรรมชาติของเขาจะทำให้เราพร้อมรับมือและไม่ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ ที่สำคัญคืออย่าลืมดูแลสุขภาพใจตัวเองด้วยนะคะ เพราะการต้องเผชิญหน้ากับคนที่มีบุคลิกแบบนี้บ่อยๆ อาจทำให้เราเหนื่อยล้าหรือรู้สึกไม่ดีได้ง่ายๆ เลยค่ะ

글을 마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน พอได้อ่านเรื่องราวของไซโคพาธกับโซซิโอพาธแล้ว อาจจะรู้สึกว่าโลกเรานี่มีอะไรที่ซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะเลยใช่ไหมล่ะคะ? ฉันเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันค่ะ การทำความเข้าใจความแตกต่างของสองบุคลิกภาพนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้เราไปตีตราหรือตัดสินใครนะคะ แต่เพื่อช่วยให้เรามีความรู้และเท่าทันโลกมากขึ้น เพื่อที่จะได้รู้จักปกป้องตัวเองและคนที่เรารักจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษหรือสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยค่ะ บางทีคนใกล้ตัวเราก็อาจจะมีลักษณะบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ การเรียนรู้เหล่านี้จะทำให้เรามองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนแต่ละประเภทค่ะ

Advertisement

알아두면 쓸โม 있는 정보

1. เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองเสมอ หากรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่ปลอดภัยกับใครบางคน ให้ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษนะคะ อย่ามองข้ามความรู้สึกแรกของตัวเองไปค่ะ

2. สร้างขอบเขตที่ชัดเจนในทุกความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับคนที่เราเริ่มรู้สึกว่ามีพฤติกรรมแปลกๆ อย่าปล่อยให้เขาเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเรามากเกินไปค่ะ

3. สังเกตจากการกระทำมากกว่าคำพูด คนบางคนอาจพูดจาดี มีเสน่ห์ แต่การกระทำกลับสวนทางกัน ให้เชื่อในการกระทำของเขามากกว่านะคะ

4. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรืออ่อนแอของเรากับคนที่ยังไม่ไว้ใจ การเปิดเผยมากเกินไปอาจทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบได้ค่ะ

5. หากคุณต้องอยู่ร่วมกับคนที่มีบุคลิกภาพซับซ้อนเหล่านี้ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อขอคำแนะนำในการรับมืออย่างเหมาะสมและปลอดภัยค่ะ

สำคัญ 사항 정리

จากทั้งหมดที่เราคุยกันมานะคะ สิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันอยากให้ทุกคนจำไว้เลยก็คือ ไซโคพาธและโซซิโอพาธมีความแตกต่างกันที่ต้นกำเนิดและวิธีการแสดงออก ไซโคพาธมักจะเกิดจากปัจจัยภายใน มีความเยือกเย็น ควบคุมอารมณ์ได้ดี และขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งตรงกันข้ามกับโซซิโอพาธที่มักจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม มีความหุนหันพลันแล่น และอาจจะยังพอมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้างแต่เลือกที่จะไม่สนใจ ซึ่งไม่ว่าจะเจอคนประเภทไหน การเรียนรู้ที่จะสังเกตพฤติกรรม การไม่หลงเชื่อคำพูดง่ายๆ และการสร้างขอบเขตที่ชัดเจนในความสัมพันธ์ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้คุณรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกคนฉลาดพอที่จะปกป้องตัวเองได้ เพียงแค่ต้องใส่ใจและระมัดระวังให้มากขึ้นนะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างไซโคพาธกับโซซิโอพาธคืออะไรคะ ดูเหมือนจะคล้ายกันไปหมดเลย?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้เจอคนถามบ่อยมากเลยค่ะ! หลายคนสับสนกันเยอะเลยเนอะ จริงๆ แล้วสองคำนี้มันมีจุดร่วมกันคือ “ความบกพร่องทางอารมณ์” และ “การขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น” เหมือนกันค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างกันอย่างชัดเจนก็คือ “ที่มา” และ “วิธีการแสดงออก” ในชีวิตประจำวันนั่นเองค่ะสำหรับ “ไซโคพาธ” เนี่ย ส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรม หรือความผิดปกติทางสมองมาตั้งแต่เกิดเลยค่ะ เหมือนสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจมันพัฒนาไปไม่เต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด ทำให้พวกเขามักจะขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างสิ้นเชิง หรือที่เรียกว่า ‘สำนึก’ นั่นแหละค่ะ พวกไซโคพาธมักจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ฉลาดหลักแหลม ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีมาก และมักจะวางแผนการกระทำต่างๆ ได้อย่างแยบยล ไม่ว่าจะหลอกลวงหรือปั่นหัวคนอื่น พวกเขาจะทำเพื่อเป้าหมายของตัวเองโดยไม่รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ทำตามคำสั่งโดยไม่สนว่าใครจะเจ็บปวด เหมือนกับที่เราดูในหนังหลายๆ เรื่องนั่นแหละค่ะส่วน “โซซิโอพาธ” จะต่างกันตรงที่มักจะมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก หรือการถูกทอดทิ้งค่ะ คือเขาไม่ได้เกิดมาเป็นแบบนั้นโดยตรง แต่สังคมหรือสิ่งที่เขาเจอหล่อหลอมให้เป็นแบบนั้น โซซิโอพาธก็ขาดความเห็นอกเห็นใจเหมือนกัน แต่ยังอาจจะมีสำนึกผิดชอบชั่วดีหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย พวกเขามักจะควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าไซโคพาธ มักจะแสดงความโกรธ หรืออารมณ์รุนแรงออกมาให้เห็นได้ง่ายกว่า อาจจะหุนหันพลันแล่นมากกว่า และบางทีก็ดู ‘มนุษย์’ กว่าไซโคพาธตรงที่อาจจะยังมีความผูกพันกับใครบางคนได้บ้าง แต่ก็ยังคงใช้ประโยชน์จากคนอื่นอยู่ดีค่ะ สรุปง่ายๆ ไซโคพาธเหมือนจอมวางแผนเย็นชา ส่วนโซซิโอพาธก็เหมือนคนร้อนแรงที่มักจะระเบิดอารมณ์ออกมานั่นเองค่ะ แค่เข้าใจความแตกต่างตรงนี้ก็ช่วยให้เรามองคนได้ขาดขึ้นเยอะเลยนะ!

ถาม: คนเราสามารถ “กลายเป็น” ไซโคพาธหรือโซซิโอพาธตอนโตได้ไหมคะ หรือว่าเป็นมาตั้งแต่เกิด?

ตอบ: คำถามนี้ก็น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ! ถ้าจะพูดถึง “ไซโคพาธ” เนี่ย ส่วนใหญ่ผู้เชี่ยวชาญจะบอกว่ามันมีแนวโน้มที่จะเป็นมาตั้งแต่เกิดมากกว่าค่ะ คือมีปัจจัยทางชีวภาพ หรือความผิดปกติทางสมองที่ก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่ยังเด็กมากๆ ทำให้โครงสร้างสมองบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์หรือการยับยั้งชั่งใจทำงานต่างจากคนทั่วไป ฉันเคยอ่านงานวิจัยมาแล้วก็รู้สึกเลยว่ามันซับซ้อนมากจริงๆ ค่ะ เราจะเห็นสัญญาณบางอย่างได้ตั้งแต่เด็กๆ เลยนะคะ เช่น การทารุณสัตว์ การโกหกเป็นนิสัย หรือการไม่รู้สึกผิดเมื่อทำผิด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากๆแต่กับ “โซซิโอพาธ” นี่แหละค่ะ ที่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะ “กลายเป็น” ในภายหลัง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เจอเรื่องแย่ๆ จะต้องเป็นโซซิโอพาธนะคะ แต่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดูที่รุนแรง การถูกทอดทิ้ง หรือการถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจในวัยเด็ก มักจะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านี้ค่ะ เหมือนสมองของเขาปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย จนเกิดการสร้างกลไกป้องกันตัวเองที่ทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดของคนอื่น หรือไม่สามารถผูกพันกับใครได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้ว การดูแลเอาใจใส่และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเด็กๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะมันมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเขาในอนาคตจริงๆ นะ

ถาม: แล้วคนสองประเภทนี้ใช้ชีวิตประจำวันยังไงบ้างคะ แล้วถ้าเราเจอคนแบบนี้ เราจะรับมือหรือป้องกันตัวเองยังไงดี?

ตอบ: เป็นคำถามที่สำคัญและเป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเรามากๆ เลยค่ะ! เราคงไม่อยากเจอหรือตกเป็นเหยื่อของคนกลุ่มนี้ใช่ไหมคะ? สำหรับ “ไซโคพาธ” ที่เราพูดถึงไปเมื่อกี้ พวกเขามักจะดูเป็นคนปกติมากๆ ค่ะ บางคนอาจจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสูงมากด้วยซ้ำ เพราะความสามารถในการควบคุมอารมณ์ การหลอกลวง และการใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือเพื่อเป้าหมายของตัวเอง พวกเขามักจะสวมหน้ากากทางสังคมได้แนบเนียนมากจนเราแทบดูไม่ออกเลยค่ะ มักจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ พูดจาดี น่าเชื่อถือ แต่เบื้องหลังคือความเย็นชาและไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี พวกเขาสามารถทำงานที่ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ได้โดยไม่รู้สึกกดดันหรือเห็นอกเห็นใจใครเลยค่ะส่วน “โซซิโอพาธ” จะสังเกตได้ง่ายกว่าหน่อยค่ะ พวกเขาอาจจะดูหุนหันพลันแล่น อารมณ์เสียง่าย หรือมีประวัติความรุนแรงหรือปัญหาในความสัมพันธ์บ่อยๆ พวกเขาอาจจะไม่ได้สวมหน้ากากได้แนบเนียนเท่าไซโคพาธ ทำให้เราอาจจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างได้ง่ายกว่าค่ะ บางคนอาจจะทำงานที่ต้องใช้พลังงานสูง หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้กำลัง แต่ก็อาจจะประสบปัญหาในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวค่ะแล้วจะรับมือหรือป้องกันตัวเองยังไงดีล่ะ?
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “สังเกต” ค่ะ สังเกตพฤติกรรมที่ดูขัดแย้งกับคำพูด สังเกตการไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจเมื่อเราทุกข์ใจ หรือการพยายามบงการควบคุมเราอยู่ตลอดเวลา ฉันอยากจะแนะนำว่า:
1.
เชื่อสัญชาตญาณตัวเอง: ถ้าเรารู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ ไม่ชอบมาพากล ให้เชื่อความรู้สึกนั้นไว้ก่อนค่ะ
2. ตั้งขอบเขตให้ชัดเจน: อย่าปล่อยให้ใครมาละเมิดพื้นที่ส่วนตัว หรือพยายามบงการชีวิตเรา
3.
อย่าเพิ่งไว้ใจใครง่ายๆ: ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คนค่ะ อย่าหลงไปกับคำพูดหวานๆ หรือเสน่ห์ที่ฉาบฉวย
4. สังเกตพฤติกรรมซ้ำๆ: ถ้าเขาทำร้ายความรู้สึกคุณซ้ำๆ หรือโกหกจนเป็นนิสัย อย่าคิดว่าเขาจะเปลี่ยนได้ง่ายๆ ค่ะ
5.
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากคุณรู้สึกว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยง ให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักบำบัดนะคะ เพื่อความปลอดภัยของเราเองและคนรอบข้างค่ะ การรู้เท่าทันคนแบบนี้จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขขึ้นเยอะเลยนะคะ!

Advertisement